รถดับกลางน้ำเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ตกใจ และสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำทันทีคือพยายามสตาร์ทใหม่ แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้ค่าซ่อมแพงที่สุด บทความนี้เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำ ตั้งแต่ตอนรถดับจนถึงการเคลมประกัน

ถ้ารถดับกลางน้ำ: อย่าสตาร์ทซ้ำ

ถ้าน้ำเข้าทางช่องรับอากาศ น้ำจะเข้าไปในกระบอกสูบ น้ำอัดตัวไม่ได้เหมือนอากาศ ถ้าสตาร์ทซ้ำ ลูกสูบจะอัดน้ำจนก้านสูบคดหรือหักได้ ความเสียหายแบบนี้มักต้องซ่อมเครื่องใหญ่ ในขณะที่ถ้าไม่สตาร์ท ช่างอาจแค่ไล่น้ำออกก็เพียงพอ

  1. ดับเครื่อง บิดกุญแจกลับ และไม่พยายามสตาร์ทอีก
  2. เปิดไฟฉุกเฉิน
  3. ถ้าน้ำนิ่งและไม่สูงขึ้น อยู่ในรถได้ชั่วคราวแล้วโทรเรียกความช่วยเหลือ
  4. ถ้าน้ำสูงขึ้นหรือไหล ให้ออกจากรถทันที

เมื่อไรต้องออกจากรถ และออกอย่างไร

  • ถ้าน้ำสูงขึ้นเร็ว น้ำไหล หรือน้ำเริ่มเข้าในห้องโดยสาร ให้ออกทันที อย่ารอ
  • ปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดกระจกก่อน เพราะเมื่อระบบไฟฟ้าดับ กระจกไฟฟ้าอาจเปิดไม่ได้
  • ถ้าประตูเปิดไม่ออกเพราะแรงดันน้ำ ให้ออกทางหน้าต่าง
  • ช่วยเด็กและผู้สูงอายุออกก่อน แล้วเดินไปยังที่สูง ห่างจากคลองและท่อระบาย
  • เก็บค้อนทุบกระจกไว้ในที่ที่คนขับเอื้อมถึง

หลังน้ำลด: ตรวจอะไรบ้าง

  • อย่าสตาร์ท จนกว่าช่างจะตรวจ โดยเฉพาะถ้าน้ำเคยสูงเกินครึ่งล้อ
  • ดูรอยน้ำ ถ่ายรูปคราบน้ำในห้องโดยสารและห้องเครื่อง รอยนี้บอกว่าน้ำขึ้นสูงแค่ไหน และใช้ประกอบการเคลม
  • น้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ ถ้าดูเป็นสีน้ำนมหรือขุ่น แปลว่ามีน้ำปน ต้องเปลี่ยน
  • ระบบไฟฟ้า กล่องควบคุมและขั้วต่อต่าง ๆ อาจเสียหายภายหลัง แม้วันแรกจะดูปกติ
  • เบรก ทดสอบที่ความเร็วต่ำก่อนใช้งานจริง

เคลมประกันรถน้ำท่วม

ประกันชั้นหนึ่งมักคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม ส่วนชั้นอื่นขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ ควรอ่านกรมธรรม์ของตัวเองหรือสอบถามบริษัทประกัน สิ่งที่ควรเตรียมไว้:

  • รูปถ่ายรถในน้ำ รอยน้ำภายในรถ และบริเวณที่เกิดเหตุ
  • วันเวลาและสถานที่ที่รถดับหรือจมน้ำ
  • แจ้งบริษัทประกันโดยเร็ว และให้บริษัทประกันหรืออู่ในเครือเป็นผู้ลากรถ
  • อย่าซ่อมเองก่อนแจ้งประกัน

ป้องกันดีกว่าซ่อม

ส่วนใหญ่ของรถที่ดับกลางน้ำคือรถที่ขับเข้าไปในน้ำที่ลึกเกินกว่าที่คนขับคาดไว้ อ่านน้ำท่วมสูงแค่ไหน รถยังผ่านได้ และเช็คแผนที่น้ำท่วมกรุงเทพก่อนออกจากบ้านทุกครั้งในวันที่ฝนตกหนัก